วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2562
เวลา 12.30 - 15.30 น.

➤ The Knowledge ความรู้ที่ได้รับ
     อาจารย์ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอวิจัย ก่อนนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาให้กับผู้ปกครอง มีทั้งหมด 5 กลุ่ม ดังนี้

▶️  กลุ่มที่ 1  สมาชิก


1.นางสาววิภาพร จิตอำคะ 
    2.นำงสาวขนิษฐา สมานมิตร 
3.นางสาววสุธิดา คชชา 
4.นางสาวกิ่งแก้ว ทนนำ
5.นางสาววิจิตรา ปาคำ


นำเสนอวิจัยเรื่อง  การส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรม “เล่นกับ ลูกปลูกภาษา” อารีย์ คำสังฆะ  หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิตสาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ตุลาคม 2554

💗 วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อศึกษาพัฒนาการทางด้านภาษาและเพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจภาษา
ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลูกภาษา

💗 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเข้าใจภาษาของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองและแนวทางสำหรับครูในการให้ความรู้ผู้ปกครอง

💗 ขอบเขตของการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กชายหญิงอายุ 4-5 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดินแขวงแสนแสบ สังกัดกรุงเทพ ได้จากการสุ่มอย่างง่ายโดยจับฉลากมา1ห้องเรียน

💗 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลูกปัญญา
ตัวแปรตาม ความเข้าใจภาษา

💗 สมมติฐานการวิจัย
เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมด้วยชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลูกภาษาโดยผู้ปกครองมีความเข้าใจภาษาหลังทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนทำกิจกรรม

💗 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ชุดกิจกรรมการเล่นกับลูกปลูกภาษา
2. แบบวัดความเข้าใจทางภาษาเด็กปฐมวัย
3. แบบวิเคราะห์ความเข้าใจภาษาเด็กปฐมวัย

💗 สรุปผลการวิจัย
1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจภาษาโดยผู้ปกครองใช้ชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลูกภาษามีพัฒนาการความเข้าใจภาษาโดยรวมสูงขึ้นร้อยละ 53.5 72 ของความสามารถพื้นฐานเดิม
2. เด็กปฐมวัยมีความเข้าใจภาษาโดยรวมและจำแนกรายด้านคือการใช้คำอย่างมีจุดมุ่งหมายและการใช้ประโยคเพื่อสื่อความหมายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ตัวอย่างชุดกิจกรรมเล่นกับลูกปลูกภาษา





 ▶️  กลุ่มที่ 2  สมาชิก
1.นายปฏิภาณ   จินดาดวง 
2. นางสาวทิพยวิมล นวลอ่อน
3. นางสาวจีรนันท์   ไชยชาย
4. นางสาวปิยธิดา   ประเสริฐสังข์ 
5. นางสาวปริชดา   นิราศรพจรัส


นำเสนอวิจัยเรื่อง การพัฒนาโปรแกรมมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาปีที่ทำวิจัย  พ.ศ.2557
ผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญไท  เจริญผล นางสาวภัทราวรรณ  จันทร์เนตร์ นางสาวภรภัทร  นิยมชัย


💗 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย และเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย

💗 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย และเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดโปรแกรมพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านอื่นๆ

💗 ขอบเขตของการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย   ผู้ปกครอง และ เด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปี่ที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556ของโรงเรียนวัดมเหยงค์ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 20 คน 

💗 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
ตัวแปรตาม นิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย ได้แก่ด้านความสนใจในการอ่านและด้านพฤติกรรมการอ่าน


💗 สมมติฐานการวิจัย
เด็กปฐมวัยที่ใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยมีการพัฒนานิสัยรักการอ่านสูงขึ้น

💗 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1 โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
2 แบบวัดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย
3 แบบสังเกตพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัย

💗 สรุปผลการวิจัย
1.ผู้ปกครองที่ใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยมีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้มีนิสัยรักการอ่านสูงขึ้นหลังการทดลอง
2.เด็กปฐมวัยที่ได้ใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อพัฒนานิสัยรักการอ่านของเด็กปฐมวัยมีการพัฒนานิสัยรักการอ่านสูงขึ้นหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05

ตัวอย่างกิจกรรมที่ให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง

 ▶️  กลุ่มที่ 3  สมาชิก


1. นางสาวรัตนา พงษา   
2.นางสาวสุชัญญา บุญญะบุตร 
3.นางสาวกฤษณา กบขุนทด 
4.นางสาวชนนิกานต์ วัฒนา          
5.นางสาวประภัสสร แทนด้วง      
6.นางสาวสุดารัตน์ อาสนามิ        



นำเสนอวิจัยเรื่อง การพัฒนาโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยอนุบาลด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การศึกษาระดับ  ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย  จุฬาลงกรณ์
ปีที่ทำวิจัย  2540  ผู้วิจัย  นางสาวเจนจิรา คงสุข


💗 วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อพัฒนาโปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาลด้วยรูปแบบการให้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

💗 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของปัญหาในการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยอนุบาล สามารถใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ประมวลในการแก้ปัญหา รวมถึงสามารถใช้กระบวนการเรียนรู้และทักษะที่ได้รับจากการเข้าร่วมโปรแกรมมาประยุกต์ใช้ต่อการแก้ปัญหาด้านอื่นๆ
2.ช่วยกระตุ้นให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กวัยอนุบาลให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของท้องถิ่นชนบทของตน

💗 ขอบเขตของการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้ปกครองของเด็กวัยอนุบาล(3-6ปี) ในบ้านหนองกก หมู่ที่4 ตำบลพัฒนา อำเภอพรพิน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปีพ.ศ.2540 จำนวน8คน ได้มาโดยคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในโปรแกรม

💗 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ โปรแกรมการศึกษาสำหรับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กอนุบาลด้วยรูปแบบการใช้ประชาชนในชนบทมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ตัวแปรตาม แบบแผนพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริพัฒนาการทางร่างกายของเด็กอนุบาล


💗 สมมติฐานการวิจัย
เป็นคำถามที่ใช้แทน
💗 สรุปผลการวิจัย
1.ผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนพฤติกรรมการส่งเสริมการรักษาสุขภาพในช่องปากและฟันของเด็กอนุบาล ด้านการแปรงฟัน จากพฤติกรรมการไม่ได้ติดตามการดูแลการแปรงฟันของเด็กหรือติดตามอย่างไม่สม่ำเสมอมาเป็นพฤติกรรมการดูแลการแปรงฟันของเด็กอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กในด้านการแปรงฟัน
2.ผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนพฤติกรรมการส่งเสริมการรักษาสุขภาพในช่องปากและฟันของเด็กวัยอนุบาลด้านการรับประทานอาหารมีประโยชน์จากพฤติกรรมปล่อยให้เด็กเลือกซื้ออาหารรับประทานเองตามใจชอบ ซึ่งมักไม่มีคุณค่าของสารอาหาร มาเป็นพฤติกรรมดูแลรับประทานอาหารเด็กอย่างสม่ำเสมอด้วยการเลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์ให้เด็กรับประทาน กำกับดูแลการเลือกซื้อและรับประทานอาหารอย่างใกล้ชิดรวมทั้งแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

 ▶️  กลุ่มที่  4  สมาชิก

1.นางสาวรุ่งฤดี    โสดา 
2.นางสาววัชรา   ค้าสุกร  
3.นางสาวเพ็ญประภา  บุญมา   
4.นางสาวจันจิรา   เปลี่ยนเรืองศิลป์
5.นางสาวอรุณวดี   ศรีจันดา
6.นางสาวธิดาพร   สึกชัย    



นำเสนอวิจัยเรื่อง การศึกษาผลของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองในการสอนความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย  การศึกษาระดับ หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่ทำวิจัย 2533 
ผู้วิจัย  วรยา กาญจนชาติ




💗 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อเปรียบเทียบความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ -4 ปีบริบูรณ์ ในชนบทที่สอนโดยผู้ปกครองซึ่งคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กด้วยตัวเองหลังจากได้รับการศึกษาโดยคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัยกับผู้ปกครองซึ่งเรียนรู้วิธีสอน และการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

💗 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ทำให้ทราบผลของความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่สอนโดยผู้ปกครองที่ได้รับการศึกษาที่แตกต่างกัน
2.เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนเองในการสอนลูกหลานให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆได้ด้วยตนเอง

💗 ขอบเขตของการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย   ผู้ปกครองและเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ -4 ปีบริบูรณ์ ในเขตพัฒนา อำเภอ บางเลน จังหวัดนครปฐม มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple Random)จำนวน25คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง2กลุ่ม กลุ่มทดลองที่1 จำนวน14คู่ กลุ่มทดลองที่ 2 จำนวน11คู่

💗 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองในการสอนเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 1/2 - 4 ปีบริบูรณ์ ให้มีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ 2 วิธี คือ

วิธีที่ 1 ให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองโดยให้ผู้ปกครองคิดวิธีการสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย
วิธีที่ 2 ให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองโดยให้ผู้ปกครองคิดวิธีการสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
ตัวแปรตาม ได้แก่การพัฒนาด้านความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 1/2 - 4 ปีบริบูรณ์

💗 สมมติฐานการวิจัย
ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง2½ -4 ปีบริบูรณ์ในชนบทที่สอนโดยผู้ปกครองที่ได้รับการศึกษาโดยวิธีที่ 1และ2แตกต่างกัน
💗 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1.ชุดการสอนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดรวบยอดทางศาสตร์ เรื่อง รูปวงกลม  สีเหลี่ยม และสามเหลี่ยม ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับผู้ปกครองกลุ่มที่เรียนรู้วิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอน
2.แบบันทึกวิธีสอนและรายชื่อสื่อสำหรับผู้ปกครองกลุ่มที่คิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัย เรื่อง  รูปวงกลม  สีเหลี่ยม และสามเหลี่ยม ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้บันทึก หลังจากผู้ปกครองคิดวิธีสอนและสื่อที่ใช้ในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัยแล้ว
3.แบบบันทึกปริมาณการใช้สื่อในการสอนเด็กสำหรับผู้ปกครอง ซึ่งผู้วิจัยใช้บันทึกรายชื่อสื่อ และจำนวนสื่อ ที่ผู้ปกครองทั้ง 2 กลุ่มใช้สอนเด็ก เรื่อง ใหญ่ – เล็ก   ยาว – สั้น  หนัก – เบา  และ มาก –  น้อย
4.แบบทดสอบความคิดรวบยอดทางคณิตสาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 ½ - 4 ปีบริบูรณ์   เรื่อง  ใหญ่ – เล็ก   ยาว – สั้น  หนัก – เบา  และ มาก –  น้อย

💗 สรุปผลการวิจัย
ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง2 ½ -4 ปีบริบูรณ์ในชนบทที่สอนโดยผู้ปกครองที่ได้รับการศึกษาโดยคิดวิธีสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กร่วมกับผู้วิจัยและเรียนรู้วิธีการสอนและการใช้สื่อในการสอนเด็กจากชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ


ตัวอย่างกิจกรรมที่ให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง










 ▶️  กลุ่มที่  5 สมาชิก


 1. นางสาวชาณิศา   หุ้ยทั่น
2. นางสาวอรอุมา  ศรีท้วม
  3. นางสาวสุจิณณา  พาพันธ์
4. นางสาวณัฐชา  บุญทอง
   5. นางสาวณัฐธิดา  ธรรมแท้
6. นางสาวปวีณา  พันธ์กุล




นำเสนอวิจัยเรื่อง : การเสริมพื้นฐานทักษะทางคณิตศาสตร์ของ
เด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรม สนุกกับลูกรัก
การศึกษาระดับปริญญาศึกษามหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปีที่ทำวิจัย 2556 
ผู้วิจัย บุษยมาศ ผึ้งหลวง




💗 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษาทักษะทางคณิตศาสตร์
2.เพื่อศึกษาทักษะการเปลี่ยนแปลงของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
3.เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

💗 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
เพื่อให้เด็กปฐมวัยที่ได้รับการส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์โดยผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจ และมีพัฒนาการ 4 ด้าน คือ 1. ด้านการจัดหมวดหมู่  2. ด้านการเปรียบเทียบ  3. ด้านการรู้ค่าจำนวน 1 -10 
และ 4. ด้านการเรียงลำดับ

💗 ขอบเขตของการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย   เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอนุบาลปี่ที่ 1 โรงเรียนวัดผึ่งแดด แบบเจาะจง จำนวน 20 คน

💗 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ ชุดกิจกรรม สนุกกับลูกรัก
ตัวแปรตาม ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

💗 สมมติฐานการวิจัย
หลังจากการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรม“สนุกกับลูกรัก”
เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทักษะทางพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โยรวมและจำแนกรายทักษะสูงขึ้น
💗 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
- ชุดกิจกรรม“สนุกกับลูกรัก” จำนวน 8 ชุด
- แบบทดสอบเชิงปฏิบัติทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

💗 สรุปผลการวิจัย
เด็กปฐมวัยหลังได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรมสนุกกับลูกรักมีการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01
การส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลองมีคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับควรปรับปรุง(ค่าเฉลี่ย=12.90)และหลังทดลองที่ได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองผ่านชุดกิจกรรมลูกรักมีคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับดี(ค่าเฉลี่ย =30.35)
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น(ค่าเฉลี่ย=17.45)เมื่อพิจารณาผลการทดลองจำแนกรายทักษะพบว่าหลังจากเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ คือ ด้านการจัดหมวดหมู่ด้านการเปรียบเทียบ การรู้ค่าจำนวน1-10และการเรียงลำดับสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01
การจัดหมวดหมู่ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ระดับความปรับปรุง(ค่าเฉลี่ย=3.50)แต่หลังจากการทดลองเด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ย=7.80)
การเปรียบเทียบ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับปรับปรุง(ค่าเฉลี่ย=3.35)แต่หลังจากการทดลองเด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี(ค่าเฉลี่ย=7.65)
การรู้ค่าจำนวน1-10 เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ระดับความปรับปรุง(ค่าเฉลี่ย=3.35)แต่หลังจากการทดลองเด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี(ค่าเฉลี่ย =7.55)
การเรียงลำดับ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ระดับความปรับปรุง(ค่าเฉลี่ย=2.70)แต่หลังจากการทดลองเด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี(ค่าเฉลี่ย=7.35)
ตัวอย่างกิจกรรมที่ให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง


                         


                                 















➤ Assessment การประเมิน
Self-assessment (ตนเอง)
        เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังที่เพื่อนนำเสนอ เตรียมงานออกไปนำเสนอ

Evalaute frieads (เพื่อน)
        มีการเตรียมความพร้อมก่อนนำเสนอ ทำเนื้อหาได้ดี น่าฟัง

Evalaute teacher (อาจารย์) 
        อาจารย์ได้ดูและเสนอแนะสิ่งต่างๆให้ในการนำเสนอ หรือการนำตัวอย่างกิจกรรมไปใช้ประโยชน์ และได้มอบหมายงานให้ ทำแผ่นพับให้ความรู้ผู้ปกครอง


วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7
วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ.2562
เวลา 12.30 - 15.30 น.

➤ The Knowledge ความรู้ที่ได้รับ


รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองในสถานศึกษา

➤ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
1. Weekly news  ⇨  ข่าวสารประจำสัปดาห์
2. Newsletter  ⇨  จดหมายข่าว
3. Bulletin board  ⇨  ป้ายนิเทศ   
4. Conversation  ⇨ การสนทนา
5. Exhibition   ⇨  นิทรรศการ                                   
6. Parent Guide  ⇨  คู่มือผู้ปกครอง
7. Meeting   ⇨  การประชุม 
8. booklet   ⇨  จุลสาร              
9. Parents Corner   ⇨  มุมผู้ปกครอง 
10. Parent library  ⇨  ห้องสมุดผู้ปกครอง


♥️♥️  รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับชั้นเรียน ♥️♥️



ข่าวสารประจำสัปดาห์
     เป็นข้อมูลข่าวสารที่ส่งไปถึงผู้ปกครองเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมของเด็กที่โรงเรียนและ
แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ประกอบไปด้วย

      -  รายละเอียดของสาระการเรียนรู้ ประสบการณ์ กิจกรรม และแผนประจำสัปดาห์
      -  พัฒนาการและการเรียนรู้ที่เด็กได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
      -  กิจกรรมครอบครัว เช่น  ประดิษฐ์ของเล่นสำหรับเด็ก เกม วาดภาพระบายสี เพลงคำคล้องจอง ปริศนาคำทาย ฯลฯ
      -  เรื่องน่ารู้สำหรับผู้ปกครอง การอบรมเลี้ยงดู ส่งเสริมพัฒนาการเด็กหรือแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเด็ก
      - ข้อเสนอแนะของผู้ปกครอง เป็นการให้ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการสนับสนุนและพัฒนาเด็กให้ดียิ่งขึ้น














จดหมายข่าวและกิจกรรม
     จัดส่งให้ผู้ปกครองในทุกสัปดาห์หรือตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่นำเสนอในจดหมายข่าวและกิจกรรมอาจจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังนี้
- ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเด็กและผู้ปกครอง
- กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการสำหรับผู้ปกครอง เช่น นิทาน ศิลปะ ภาษา ฯลฯ
- ความรู้สำหรับผู้ปกครอง ฯลฯ

การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูเด็กต่ำกว่า 3 ปี 
ผ่านโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัย
ประกอบด้วย 4 รูปแบบ คือ
1. วิธีกระบวนการเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วม
2. วิธีการสนทนากลุ่ม
3. วิธีอภิปรายกลุ่ม
4. วิธีการบรรยาย  

โครงการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กไทย
       ดำเนินงานโดยสำนักสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต โดยให้ครอบครัวมีส่วนร่วมด้วยการจัดทำชุดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กและเยาวชนไทย ประกอบด้วย
- แบบสังเกตความคิดสร้างสรรค์ในเด็กสำหรับพ่อแม่
- คู่มือความรู้และการจัดกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
- หลักสูตรการเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์
- ซีดีการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง  “การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์”
- จัดอบรมพ่อแม่ผู้ปกครองเรื่อง  “การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์”





















ป้ายนิเทศให้ความรู้ผู้ปกครอง
- ข้อมูลจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วารสาร
-  เกร็ดความรู้หรือสาระน่ารู้สำหรับผู้ปกครอง
- ภาพถ่ายกิจกรรมในชั้นเรียน
- ผลงานแห่งความภาคภูมิใจ
- กิจกรรมในโอกาสพิเศษ เช่น ทัศนศึกษา การแสดงในวันปีใหม่ ฯลฯ





การสนทนา  (เป็นการเข้าถึงตรงมากที่สุด)


มีวัตถุประสงค์ในการสนทนาดังนี้
       - เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้มีโอกาสพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็ก
       - เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียน
       - เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กขณะที่อยู่ที่โรงเรียนและที่บ้าน



♥️♥️ รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับสถานศึกษา ♥️♥️

💗 ห้องสมุดผู้ปกครอง
     

เป็นแหล่งเรียนรู้ อีกรูปแบบหนึ่งของการให้บริการเผยแพร่ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงที่ทันสมัยสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง


💗 ป้ายนิเทศ
    ลักษณะของป้ายประกอบด้วย ภาพ ตัวอักษร ของจริง แผนภูมิ สถิติ ฯลฯ ป้ายนิเทศจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังนี้

- ข้อมูลการดำเนินงานของโรงเรียน เช่น ปรัชญา นโยบาย วัตถุประสงค์ ฯลฯ
- ข่าวสารประจำวันจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร ฯลฯ
- ข่าวของสถานศึกษา เช่น การประชุม สัมมนา กิจกรรมต่างๆ
- ประกาศต่างๆ ของทางโรงเรียน เช่น วันหยุด นัดประชุมฯลฯ
- ข่าวสารบริการต่างๆ เช่น แนะนำสถานศึกษา ข้อมูลกิจกรรมของเด็ก
- กิจกรรมของสถานศึกษา เช่น กิจกรรมวันครู วันพ่อ วันแม่ ฯลฯ
- ป้ายสำหรับผู้ปกครองในการแสดงความคิดเห็น

💗 นิทรรศการ
ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสถานศึกษาให้แก่ผู้ปกครองได้อย่างกว้างขวางด้วยการใช่สื่อหรืออุปกรณ์หลายชนิดเช่น ภาพเขียน ภาพถ่าย สถิติ หุ่น ผลงานเด็ก ภาพยนตร์ วีดีโอและซีดีซึ่งมีรูปแบบของนิทรรศการที่สามารถจัดได้ในสถานศึกษาดังนี้

          

           - นิทรรศการเพื่อการประชาสัมพันธ์
           - นิทรรศการเพื่อให้ความรู้
            - นิทรรศการเพื่อความบันเทิง  






 💗 มุมผู้ปกครอง
   
  เป็นบริเวณที่สถานศึกษาจัดให้บริการแก่ผู้ปกครองในระหว่างการเยี่ยมชมโรงเรียน การรอรับ-ส่งเด็ก หรือพบปะสังสรรค์ระหว่างผู้ปกครองหรือครู เป้าหมายสำคัญของการจัดมุมผู้ปกครองคือ
     - เพื่อให้ผู้ปกครองได้ใช้เวลาว่างระหว่างการรอรับ-ส่งเด็ก ให้เกิดประโยชน์ด้วยการอ่านหนังสือ ฯลฯ
     - เป็นบริเวณที่ให้ผู้ปกครองได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างผู้ปกครองด้วยกัน
     - เพื่อผู้ปกครองและเด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันตามความเหมาะสมในระยะเวลาสั้นๆ เช่น อ่านหนังสือ ดูภาพกิจกรรมของเด็ก ชมผลงานเด็ก ฯลฯ

💗 การประชุม
จุดประสงค์ของการจัดประชุมผู้ปกครองมีดังนี้
       - เพื่อแถลงนโยบายการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
       - แลกเปลี่ยนทัศนคติระหว่าสถานศึกษากับผู้ปกครอง
        - แจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงาน
        - ประสานงานและทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง
        - สร้างความสามัคคีระหว่างผู้ปกครองกับครู

- พัฒนาความรู้ความเข้าใจกับผู้ปกครองเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การจัดการศึกษา ฯลฯ

💗 จุลสาร
เนื้อหาในจุลสารจะประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ ส่วนของบรรณาธิการ  เรื่องราวของเด็กๆ บทความรู้ และเบ็ดเตล็ด การจัดทำจุลสารเพื่อให้มีความน่าสนใจ โดยพิจารณาดังนี้
- เนื้อหาความรู้ที่นำเสนอ  - จัดทำรูปเล่มให้น่าสนใจ
- ภาพประกอบมีสีสันสวยงาม  - ภาษาไม่ควรจะเป็นวิชาการมากเกินไป
- ควรมีคอลัมน์สำหรับผู้ปกครอง

💗 ระบบอินเทอร์เน็ต


          สามารถให้ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับ
         - ข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษา  
         - เครือข่ายสถานศึกษาที่เกี่ยวข้อง
         - สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็ก 
         - กิจกรรมสำหรับผู้ปกครองและเด็ก
         - กิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข่าวสาร ข้อมูล
         - คำถามของผู้ปกครอง






สรุป
รูปแบบในการให้ความรู้ผู้ปกครองดังกล่าว สถานศึกษาสามารถจัดให้บริการแก่ผู้ปกครอง 
โดยมีข้อคิดทีสำคัญคือการคิดหาสื่อและช่องทางที่จะทำให้ความรู้ต่างๆ ถึงผู้ปกครองอย่างถั่วถึง 
รวดเร็ว และมีการตอบกลับ เพื่อให้สถานศึกษาได้รับรู้ว่าผู้ปกครองตระหนักถึงบทบาทของตนเอง
ต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและทำให้การศึกษาระหว่างบ้านและสถานศึกษามีความเข้าใจ
ที่ตรงกัน ทำให้การศึกษาเกิดแนวคิดต่อการพัฒนารูปแบบในการให้ความรู้ผู้ปกครองที่
มีประสิทธิภาพมากสูงสุด

กิจกรรม
    อาจารย์ให้นักศึกษาทำงานกลุ่ม โดยช่วยกันคิดหัวข้อเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยในแบบสอบถาม             ผู้ปกครอง ที่จะนำไปให้ความรู้ผู้ปกครองในการทำโครงการ ทั้งหมด 20 ข้อ  







"คำถามท้ายบท"
1. รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับชั้นเรียน ครูประจำชั้นควรพิจารณาในการเลือกใช้รูปแบบใดบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ 1.ข่าวสารประจำสัปดาห์ ให้ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมของเด็กที่โรงเรียนและแนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก เช่น ความรู้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก กิจกรรมครอบครัว แผนกิจกรรมประจำสัปดาห์  เป็นต้น
      2. ป้ายนิเทศให้ความรู้ผู้ปกครอง เป็นการจัดให้ความรู้หน้าชั้นเรียนกับผู้ปกครอง เช่น วารสาร เกร็ดความรู้ ภาพถ่ายกิจกรรม ผลงานของเด็ก เป็นต้น
         3. การสนทนา (เป็นการเข้าถึงตรงมากที่สุด) ครูกับผู้ปกครองมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทั้งครูและผู้ปกครองนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติกับเด็กได้ตรงจุดเช่น การประชุมผู้ปกครองในชั้นเรียน การนัดคุยพบปะกัน การเยี่ยมบ้าน เป้นต้น
  4.จดหมายข่าวและกิจกรรม การจัดส่งให้ผู้ปกครองในทุกสัปดาห์หรือตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ เช่น กิจกรรมนิทาน ศิลปะ กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เป็นต้น

  2. รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับสถานศึกษามีรูปแบบใดบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ 1.ห้องสมุดผู้ปกครอง  ให้บริการเผยแพร่ความรู้ เช่น ข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงที่ทันสมัยสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง 
        2. ป้ายนิเทศ เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรงเรียน ข่าวสาร และประกาศต่างๆ ในรปแบบภาพ ตัวอักษร ของจริง แผนภูมิ สถิติ ฯลฯ เช่น ปรัชญา วารสาร การประชุม การสัมมนา กิจกรรมโรงเรียน
3. นิทรรศการ เป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อให้ความรู้ ความบันเทิง เช่น  ภาพเขียน ภาพถ่าย สถิติ หุ่น ผลงานเด็ก ภาพยนตร์ วีดีโอและซีดี เป็นต้น
4.มุมผู้ปกครอง สถานศึกษาจัดให้บริการแก่ผู้ปกครองในระหว่างการเยี่ยมชมโรงเรียน การรอรับ-ส่งเด็ก หรือพบปะสังสรรค์ระหว่างผู้ปกครองหรือครู เช่น ดูผลงานเด็ก อ่านหนังสือ ดูกิจกรรม
5. การประชุม เป็นกิจกรรมหลักของสถานศึกษาที่สามารถใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหรือให้ความรู้แก่ผู้ปกครองได้ดีที่สุด เช่น แจ้งนโยบายการจัดการศึกษา แลกเปลี่ยนทัศนคติระหว่างสถานศึกษา
6. จุลสาร เป็นความรู้ที่จัดทำเป็นเล่ม มีภาพประกอบ เช่น  เรื่องราวของเด็กๆ บทความรู้ และเบ็ดเตล็ด เป็นต้น
7. ระบบอินเทอร์เน็ต ใช้ในการเรียนการสอน และให้ความรู้ผู้ปกครองจัดทำในรูปแบบ              เวิลด์ไวด์เวป (WWW.)  เช่น ข้อมูลโรงเรียน สาระประโยชน์ กิจกรรม คำถามผู้ปกครอง เป็นต้น  

  3. นักศึกษามีวิธีการหรือแนวทางแก้ปัญหาผู้ปกครองที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการหรือกิจกรรมให้ความรู้ผู้ปกครอง จงอธิบาย 
ตอบ ประชาสัมพันธ์หรือส่งจดหมายและข่าวสาร ถึงผู็ปกครองที่ไม่ให้ความร่วมมือ ให้ทราบเกี่ยวกับแผนกิจกรรม หรือปัญหาต่างๆ และนัดพบปะพูดคุยถึงปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

  4. การจัดกิจกรรมการให้ความรู้ผู้ปกครองมีความสำคัญและจำเป็นอย่างไร  จงอธิบาย
ตอบ มีความจำเป็นเพื่อให้พ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาและการมีส่วนร่วมกับการศึกษาปฐมวัย โดยจะต้องพัฒนาทั้งความรู้และทักษะ เพื่อนำไปใช้กับเด็กอย่างถูกวิธี  เลี้ยงดูเด็กให้มีศักยภาพดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

  5. รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพ มีลักษณะของรูปแบบอย่างไร จงอธิบายพร้อมแสดงความคิดเห็น
ตอบ  การจัดประชุมผู้ปกครอง และการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างครูกับ
ผู้ปกครอง เป็นการให้ความรู้และแนวทางการจัดการศึกษาโดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมมากที่สุด ได้รับสารโดยตรง และสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียนได้ดี ในการพัฒนาเด็ก


➤ Assessment การประเมิน
Self-assessment (ตนเอง)
    เข้าเรียนตรงเวลา เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน ทำงานที่ได้รับมอบหมาย
    
Evalaute frieads (เพื่อน)
     มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม

Evalaute teacher (อาจารย์) 
     อธิบายราบละเอียด มีภาพประกอบ ดูแลนักศึกษาในการทำกิจกรรม เปิดโอกาสให้ถามและตรวจงานให้กับนักศึกษา